การสื่อสารของผู้นำไม่ได้จบเพียงการส่งข้อมูล แต่ต้องทำให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจ เชื่อมั่น และร่วมเดินไปในทิศทางเดียวกัน เอพีอาร์ อบรมสัมมนา จึงออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงหลักการสื่อสารเชิงกลยุทธ์เข้ากับสถานการณ์จริงในการบริหารงานพยาบาล โดยได้รับผลประเมินความพึงพอใจต่อวิทยากรระดับดีมากทุกด้าน

เอพีอาร์ อบรมสัมมนา โดยวิทยากร อาจารย์สราวุธ บูรพาพัธ ร่วมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผ่านการอบรมหัวข้อ “Strategic Communication and Stakeholder Management” ภายใต้หลักสูตรเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารทางการพยาบาลระดับกลาง หรือ Leadership Succession Program II เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
หลักสูตรดังกล่าวจัดขึ้นสำหรับหัวหน้าหอผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการเสนอรายชื่อเพื่อดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการพยาบาล โดยมุ่งพัฒนาทักษะที่มีความสำคัญต่อบทบาทผู้นำ นอกเหนือจากความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการพยาบาล นั่นคือความสามารถในการสื่อสารเรื่องสำคัญให้บุคลากรและผู้เกี่ยวข้องเข้าใจ เห็นความสำคัญ และพร้อมให้ความร่วมมือ
การสื่อสารของผู้นำ ต้องสร้างผลลัพธ์มากกว่าการส่งข้อมูล
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของการอบรม คือความแตกต่างระหว่าง “การสื่อสารทั่วไป” กับ “การสื่อสารเชิงกลยุทธ์”
การสื่อสารทั่วไปมักเริ่มจากสิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการบอก ขณะที่การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ต้องเริ่มจากผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการให้เกิดขึ้น ควบคู่กับการทำความเข้าใจมุมมอง ความกังวล และความต้องการของผู้รับสารแต่ละกลุ่ม
สำหรับผู้นำทางการพยาบาล การสื่อสารจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงแจ้งนโยบายหรือมอบหมายงาน แต่ต้องช่วยเชื่อมโยงบุคลากร แพทย์ ผู้ป่วย ญาติ และผู้บริหาร ให้เข้าใจเป้าหมายร่วมกัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง การบริหารกำลังคน คุณภาพการบริการ และความปลอดภัยของผู้ป่วย
เปรียบได้กับการนำทีมขึ้นเรือลำเดียวกัน ต่อให้ทุกคนมีความสามารถ หากไม่เข้าใจจุดหมายและทิศทางเดียวกัน เรือก็อาจไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เรียนรู้ตั้งแต่การวางแผน จนถึงการเลือกวิธีสื่อสาร
เนื้อหาการอบรมได้รับการออกแบบให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานจริง ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่
- การกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการสื่อสารให้ชัดเจน
- การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- การทำความเข้าใจมุมมอง ความคาดหวัง และความกังวลของผู้เกี่ยวข้อง
- การกำหนดข้อความสำคัญให้ชัดเจน กระชับ และจดจำได้
- การเลือกช่องทางและวิธีการสื่อสารให้เหมาะกับผู้รับสาร
- การจัดทำแผนปฏิบัติการและกำหนดทรัพยากรที่จำเป็น
- การประเมินผลทั้งด้านความเข้าใจ ความรู้สึก และความร่วมมือที่เกิดขึ้น
อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่นำมาใช้ คือ Stakeholder Mapping หรือการวิเคราะห์และจัดลำดับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อช่วยให้ผู้นำมองเห็นว่าใครได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจ ใครมีอิทธิพลต่อความสำเร็จ ใครควรได้รับข้อมูลก่อน และใครจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ


ฝึกวิเคราะห์จากโจทย์ที่ใกล้เคียงสถานการณ์จริง
หลักสูตรเน้นการเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาและกิจกรรมฝึกปฏิบัติ โดยผู้เข้าอบรมได้ทดลองวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกับการบริหารต้นทุน ภาระงานของบุคลากร คุณภาพการดูแลผู้ป่วย และความร่วมมือของหลายฝ่าย
ผู้เข้าอบรมต้องระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประเมินระดับผลกระทบและอิทธิพล วิเคราะห์ข้อกังวลของแต่ละกลุ่ม พร้อมพิจารณาว่าควรสื่อสารกับใคร ด้วยเนื้อหาและวิธีการใด
กระบวนการดังกล่าวช่วยให้ผู้เข้าอบรมเห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า การใช้ข้อความเดียวกันกับทุกคนอาจไม่เพียงพอ เพราะแพทย์ พยาบาล ผู้บริหาร ผู้ป่วย และญาติ ต่างมีบทบาท ความคาดหวัง และความกังวลไม่เหมือนกัน
ผลประเมินสะท้อนเนื้อหาตรงความต้องการและนำไปใช้ได้จริง
จากผู้ตอบแบบประเมิน พบว่า ผู้เข้าอบรมประเมินความรู้ที่ได้รับเพิ่มเติมหลังการอบรมเฉลี่ย 8.59 จาก 10 คะแนน
ด้านองค์ประกอบของหลักสูตรได้รับคะแนนในระดับดีถึงดีมาก ดังนี้
- เนื้อหาตรงกับความต้องการ เฉลี่ย 4.55 จาก 5 คะแนน
- สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง เฉลี่ย 4.55 จาก 5 คะแนน
- ระยะเวลาการอบรมมีความเหมาะสม เฉลี่ย 4.55 จาก 5 คะแนน
- รูปแบบการนำเสนอและอุปกรณ์สนับสนุนการเรียนรู้ เฉลี่ย 4.59 จาก 5 คะแนน
ขณะที่ผลประเมินวิทยากรอยู่ในระดับดีมากทุกหัวข้อ โดยการถ่ายทอดความรู้ การบริหารเวลา และการตอบข้อซักถาม ได้รับคะแนนเฉลี่ยสูงสุดที่ 4.82 จาก 5 คะแนน ส่วนการจัดลำดับเนื้อหาและการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ได้รับคะแนนเฉลี่ย 4.77 จาก 5 คะแนน
ผู้เข้าอบรมให้ความเห็นว่า เนื้อหามีความละเอียดและน่าสนใจ การใช้กรณีศึกษาและสถานการณ์จำลองช่วยให้เข้าใจปัญหาการสื่อสารได้ชัดเจนขึ้น สามารถมองเห็นแนวทางนำความรู้ไปปรับใช้กับงานจริง พร้อมเสนอให้ขยายผลการอบรมไปยังพยาบาลทุกระดับอย่างทั่วถึง
ยกระดับการสื่อสารให้เป็นความสามารถร่วมขององค์กร
ผลตอบรับจากการอบรมครั้งนี้สะท้อนว่า ทักษะการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะผู้ปฏิบัติงานด้านประชาสัมพันธ์ แต่เป็นความสามารถสำคัญของผู้บริหารและหัวหน้างานทุกระดับ โดยเฉพาะองค์กรด้านสุขภาพที่ต้องทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่ม และต้องตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพบริการ ความปลอดภัย และความเชื่อมั่น
เอพีอาร์ อบรมสัมมนา มุ่งออกแบบหลักสูตรที่เชื่อมโยงหลักการด้านการสื่อสารเข้ากับโจทย์จริงของแต่ละองค์กร เพื่อให้ผู้เข้าอบรมไม่ได้เพียง “รู้และเข้าใจ” แต่สามารถนำเครื่องมือกลับไปใช้ วางแผนการสื่อสาร และสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นในสถานการณ์ทำงานจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม
